วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

♥..le conte..♥ - Le petit chaperon rouge

Il était une fois une petite fille de village, la plus jolie qu'on eût su voir ; sa mère en était folle, et sa mère-grand plus folle encore. Cette bonne femme lui fit faire un petit chaperon rouge, qui lui seyait si bien, que partout on l'appelait le petit chaperon rouge. Un jour sa mère ayant cuit et fait des galettes, lui dit :- va voir comme se porte ta mère-grand, car on m'a dit qu'elle était malade, porte-lui une galette et ce petit pot de beurre.Le petit chaperon rouge partit aussitôt pour aller chez sa mère-grand, qui demeurait dans un autre village. En passant dans un bois elle rencontra compère le loup, qui eut bien envie de la manger ; mais il n'osa, à cause de quelques bûcherons qui étaient dans la forêt. Il lui demanda où elle allait ; la pauvre enfant, qui ne savait pas qu'il est dangereux de s'arrêter à écouter un loup, lui dit :- je vais voir ma mère-grand, et lui porter une galette avec un petit pot de beurre que ma mère lui envoie.- demeure-t-elle bien loin ? lui dit le loup.- oh ! Oui, dit le petit chaperon rouge, c'est par-delà le moulin que vous voyez tout là-bas, là-bas, à la première maison du village.- eh bien, dit le loup, je veux l'aller voir aussi ; je m'y en vais par ce chemin ici, et toi par ce chemin-là, et nous verrons qui plus tôt y sera.Le loup se mit à courir de toute sa force par le chemin qui était le plus court, et la petite fille s'en alla par le chemin le plus long, s'amusant à cueillir des noisettes, à courir après des papillons, et à faire des bouquets des petites fleurs qu'elle rencontrait.Le loup ne fut pas longtemps à arriver à la maison de la mère-grand ; il heurte : toc, toc.- qui est là ?- c'est votre petite-fille le petit chaperon rouge (dit le loup, en contrefaisant sa voix) qui vous apporte une galette et un petit pot de beurre que ma mère vous envoie. La bonne mère grand, qui était dans son lit à cause qu'elle se trouvait un peu mal, lui cria :- tire la chevillette, la bobinette cherra.Le loup tira la chevillette et la porte s'ouvrit. Il se jeta sur la bonne femme, et la dévora en moins de rien ; car il y avait plus de trois jours qu'il n'avait mangé. Ensuite il ferma la porte, et s'alla coucher dans le lit de la mère grand, en attendant le petit chaperon rouge, qui quelque temps après vint heurter à la porte. Toc, toc. - qui est là ?Le petit chaperon rouge, qui entendit la grosse voix du loup eut peur d'abord, mais croyant que sa mère-grand était enrhumée, répondit :- C'est votre petite-fille le petit chaperon rouge, qui vous apporte une galette et un petit pot de beurre que ma mère vous envoie.Le loup lui cria en adoucissant un peu sa voix :- tire la chevillette, la bobinette cherra.Le petit chaperon rouge tira la chevillette, et la porte s'ouvrit.Le loup, la voyant entrer lui dit en se cachant dans le lit sous la couverture :- Mets la galette et le petit pot de beurre sur la huche, et viens te coucher avec moi. Le petit chaperon rouge se déshabille, et va se mettre dans le lit, où elle fut bien étonnée de voir comment sa mère-grand était faite en son déshabillé. Elle lui dit :- ma mère-grand, que vous avez de grands bras ? - c'est pour mieux t'embrasser, ma fille.- ma mère-grand, que vous avez de grandes jambes ?- c'est pour mieux courir, mon enfant.- ma mère-grand, que vous avez de grandes oreilles?- c'est pour mieux écouter, mon enfant.- ma mère-grand, que vous avez de grands yeux ?- c'est pour mieux voir, mon enfant.- ma mère-grand, que vous avez de grandes dents ?- c'est pour te manger. Et en disant ces mots, ce méchant loup se jeta sur le petit chaperon rouge, et la mangea.
Moralité :On voit ici que de jeunes enfants, surtout de jeunes filles belles, bien faites, et gentilles, font très mal d'écouter toute sorte de gens, et que ce n'est pas chose étrange, s'il en est tant que le loup mange. Je dis le loup, car tous les loups ne sont pas de la même sorte ; il en est d'une humeur accorte, sans bruit, sans fiel et sans courroux, qui privés, complaisants et doux, suivent les jeunes demoiselles jusque dans les maisons, jusque dans les ruelles ; mais hélas ! Qui ne sait que ces loups doucereux, de tous les loups sont les plus dangereux

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความเชื่อเกี่ยวกับนางกวัก


นางกวัก สิ่งศักดิ์สำหรับแม่ค้าพ่อค้าหลายคนมักจะบูชา เพื่อหวังเรียกคนเข้าร้าน ตามความเชื่อกันมาแสนนาน......วันนี้เราจะมารู้ถึงความเชื่อแล้วที่มาของนางกวัก
นางกวัก นับเป็นรูปเคารพนับถือกันเป็นอย่างมาก มีรูปลักษณะสำคัญเป็นสตรีไทยสมัยโบราณ ผมยาวประบ่า ห่มผ้าสไบเฉียง นุ่งผ้ายกดอก ประกอบด้วยพาหุรัด ทองกร และสร้อยสังวาล
นั่งพับเพียบ เรียบร้อยอยู่บนแท่นทอง หัตถ์ขวายกงอขึ้นในลักษณะท่ากวักมือ หัตถ์ซ้ายส่วนมากจะถือถุงเงิน และจารึกอักขระขอม เป็นหัวใจพระสีวลี ผู้เป็นเอตทัคคะทางโชคลาภคือ นะ ชา ลิ ติ เป็นต้น
ความเป็นมา ของนางกวักเชื่อกันว่าแม่นางกวัก มีชื่อจริงว่า สุภาวดี บิดาชื่อ สุจิตพรา พหณ์ มารดาชื่อ สุมณฑา เกิดที่เมืองมัจฉิกาสัณฑ์ ครอบครัวมีอาชีพทำมาค้าขาย
ต่อมานางได้เป็นศิษย์ของพระกัสสปะ และพระสิวลีนางได้รับพรว่า "ขอให้เจริญรุ่งเรืองไพบูลย์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง จากการค้าขายสินค้าต่าง ๆ สมความปรารถนาเถิด"
ภายหลังจึงทำให้ครอบ ครัวร่ำรวยมหาศาล มีผู้นับถือมากมายเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ชาวบ้านจึงปั้นรูปแม่นางสุภาวดีไว้บูชา ขอให้การค้ารุ่งเรือง และความเชื่อดังกล่าวนี้ ก็แพร่หลายเข้ามายังสุวรรณภูมิ
จากการเผยแพร่ของพราหมณ์ บ้านใครมีอาชีพค้าขาย อยากให้สินค้าขายดีกิจการเจริญรุ่งเรืองก็ลองอัญเชิญแม่นางสุภาวีมาบูชา อาจจะทำให้ร่ำรวยมีคนนับหน้าถือตามากมายก็ได้นะ
นอกจากนี้แล้วนามของนางกวัก มีนัยเป็นการกวักเรียกผู้คนมาอุดหนุนร้านค้า รูปนางกวัก จึงมีพระเกจิอาจารย์นิยมสร้างขึ้นมากมายหลายสำนัก
การสร้างนางกวัก มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มาจนถึงปัจจุบันทั้งเก่าและใหม่ ท่านที่ปรารถนาอยากจะได้นางกวักไว้บูชาเพื่อให้ การค้าขายเจริญรุ่งเรือง ก็ลองไปดูตามวัดวาอารามต่าง ๆ จะนิยมสร้างกันมาก
ส่วนราคา ถ้าเก่าหายากก็แพง ถ้าใหม่ก็ไม่แพง หรือบางท่านไปซื้อตามร้านเครื่องสังฆภัณฑ์ และนำไปให้พระเกจิอาจารย์ที่นับถืออธิษฐานจิตปลุกเสกพุทธคุณ ก็เหมือนกัน

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

9 เรื่องห้ามเมาท์ กับเพื่อนร่วมงาน


เรื่องต้องห้ามในออฟฟิศที่ห้ามแชร์ เล่า หรือบอกต่อกับเพื่อนร่วมงาน เพราะว่ามันอาจจะมีผลเสียตามมาแบบคาดไม่ถึงได้
พื้นฐานของคนไทย มักเล่าเรื่องที่เราได้ไปประสบพบเจอมาให้เพื่อนๆ ฟังอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่เราได้อยู่ในสังคมที่แน่นแฟ้น ไม่เป็นตัวของตัวเองจนเกินไป ตามแบบฉบับของชาวตะวันตก แต่เมื่อเราได้เข้ามาทำงานที่มีเนื้องาน และเม็ดเงินเป็นคานคาบเกี่ยวระหว่างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน จึงมีการขอตั้งกฏเล็กๆ เอาไว้ว่า เรื่องเล่านี้ ไม่ควรเมาท์หรือแชร์กับเพื่อนๆ เพราะมันจะส่งร้ายมากกว่าผลดีน่ะ
1.เก็บเงินเดือนเป็นความลับ มันเป็นเรื่องระหว่างคุณ หัวหน้า และฝ่ายบุคคล คุณไม่ควรเก็บไปเล่าให้ใครฟัง เพราะว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และคนอื่นๆ อาจจะตั้งคำถามกับหัวหน้าหรือตัวคุณได้ ไม่ว่าคุณจะได้เงินเดือนมากน้อยเพียงใดก็ตาม
2.ประวัติการเจ็บป่วย จริงอยู่ที่ไม่มีใครมาสนใจหรอกว่า คุณมีโรคประจำตัวอะไรบ้าง หรือว่าผ่าตัดครั้งสุดท้ายเมื่อไร แต่ทว่าเมื่อใดที่หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานของคุณทราบ เขาสามารถคิดได้ว่า คุณเป็นบุคคลากรที่มีความเสี่ยงที่จะไม่สบายสูง ไม่แข็งแรง อาจจะมอบหมายงานสำคัญให้คนอื่นแทน
3.ห้ามนินทากาเล อยากจะเม้าท์คนในออฟฟิตคุณต้องเม้าท์กับคนอื่นๆ นอกออฟฟิศ ที่ไม่สามารถสาวมาถึงตัวคุณได้ เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญ ที่อาจจะทำให้คุณไม่สนิทใจกับเพื่อนร่วมงานอีกต่อไป รวมทั้งคนอื่นอาจฝังความคิดเกี่ยวกับนิสัยที่ไม่ดีของคุณไว้ในความทรงจำ
4.ติบ่นเรื่องงาน หยุดกับการพูดถึงงานของคุณในแนวทางที่ไม่สร้างสรรค์ เพราะอาจจะมีบางคนที่ไม่เข้าใจในงานของคุณ เอาไปพูดลับหลังว่า คุณไม่ชอบ และไม่ยินดีกับงานที่ทำอยู่ หากคุณอยากจะบ่นให้พูดกับคนที่ไว้ใจได้ เข้าให้ถูกช่องทางดีกว่าที่จะบ่นไปโดยไม่ได้ดูทิศทางลม
5.ศาสนา และการเมืองห้ามคุย อย่างที่เคยได้ยินกันว่ามีคนขัดแย้งกันระหว่างคุยเรื่องการเมือง จนถึงขนาดฆ่ากันตาย เชื่อพวกนี้เป็นเรื่องความความเชื่อ และความศรัทธาส่วนบุคคล ถ้าจะเถียงกันเพื่อเอาชนะไม่มีวันจบสิ้น เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่าจะมองหน้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ติด
6.ข้อมูลส่วนตัวอย่าเล่าต่อ เรื่องบางเรื่องก็ไม่จำเป็นที่จะต้องให้เพื่อนร่วมงานของคุณรู้ก็ได้ อย่างเช่น เงินเก็บ ยอดขาย การวางแผนมีลูก หรือข้อมูลอะไรก็ตามที่อาจจะส่งผลเสียมาถึงเราได้ โดยเฉพาะเรื่องเที่ยวหรือเวลา Hang Out ของคุณ ถ้าคุณเล่าเมื่อวันอาทิตย์ได้ไปปาร์ตี้ที่สนุกสุดเหวี่ยงมา เพื่อนคุณจะจับสังเกตว่าคุณมีประสิทธิภาพในการทำงานน้องลงเพียงไร หากคุณไม่บอกเขาก็คงไม่จับตามองเป็นพิเศษ
7.เก็บบล๊อกห่างเพื่อนร่วมงาน สาวๆ คนไหนเล่นบล๊อก จงระวังให้ด ีเพราะข้อมูลออนไลน์ของคุณ จะบอกได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความสุข หรือความทุกข์ ยิ่งถ้าเพื่อนร่วมงานของคุณเข้ามาเห็นคุณเขียนไว้ว่า Today is so bad day. เขาสามารถเดาได้ว่า คุณไม่พอใจเรื่องอะไรในที่ทำงาน หรือไม่พอใจในตัวเขาที่เข้ามาร่วมงานกับคุณ การตีความแปรสภาพไปได้หลายแบบ ดังนั้นไม่ควรให้สังคมออนไลน์เข้ามาปะปนกับชีวิตการทำงานของคุณนัก
8.ตั้งกำแพงความสัมพันธ์ ไม่ว่าคุณกำลังมีเรื่องกับสามี หรือกำลังอินเลิฟกับหนุ่มข้างกายคนใหม่ อย่าปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้น ผ่านเข้ามาให้ที่ทำงานของคุณ อย่างน้อยเมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นเปลี่ยนไป แล้วเราไม่อยากพูดถึง เพื่อนๆ อาจจะให้ความเป็นห่วงและถามถึงเรื่องนั้นไม่เว้นวัน (ความจริงอาจจะอยากรู้เรื่องราวตอนต่อไป) จนเหมือนว่าเรื่องภายนอกออฟฟิตส่งผลมาถึงการทำงานของเราด้วย
9.ปกปิดราคาสินค้า ความจริงแล้วดูเหมือนไม่น่าจะต้องปกปิดอะไร แต่เมื่อคุณซื้อของมาสักชิ้นแล้วบอกราคามันให้คนอื่นๆ ฟัง เพื่อนร่วมงานของคุณอาจจะคะเนได้ว่า คุณมีกำลังซื้อของขนาดนี้ อาจจะได้เงินเดือนหรือเงินรายได้อื่นๆ มากกว่าพวกเขา ดังนั้นมีอะไรดีอย่าอวดเพื่อนๆ ในที่ทำงานกันข้อครหา
นิตยสาร Lisa